| |
บริการควบคุมจราจรทางอากาศ |
การเดินทางทางอากาศหัวใจสำคัญของการเดินทางคือการไปถึงจุดหมายด้วยความปลอดภัยและรวดเร็ว
ปัจจัยสำคัญยิ่งประการหนึ่งซึ่งนอกเหนือไปจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีของยานพาหนะชนิดต่างๆ
ตลอดจนการเพิ่มเส้นทางหรือห้วงอากาศสำหรับสัญจรก็คือ การจัดการหรือควบคุมจราจรนั่นเอง
การบัญญัติกฏหมาย กำหนดระเบียบวิธีปฏิบัติการจำแนกอำนาจหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจราจรหรือแม้กระทั่ง
การสร้างความเข้าใจให้ตรงกันล้วนแต่เป็นวิธีการและเครื่องมือเพื่อการจัดการหรือการควบคุมจราจรอันเป็นระบบที่นำไปสู่
ความปลอดภัยและรวดเร็วของการจราจรทุกด้านทั้งสิ้นและการจราจรทางอากาศซึ่งมีแผ่นฟ้ากว้างใหญ่ประดุจถนนบนอากาศ
ก็ไม่อยู่ในข้อยกเว่นทั้งยังกล่าวได้ว่ามีความจำเป็นในระดับที่จะขาดไม่ได้เช่นเดียวกับการควบคุมจราจรในการคมนาคมประเภทอื่นๆ
ด้วยเหตุที่การบินจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งจะมีเพียงเส้นตรงเดียวเท่านั้นที่เป็นระยะใกล้ที่สุดหากมีอากาศยานมากกว่าหนึ่งลำขึ้นไป
ใช้เส้นทางในการเดินทางไปยังจุดต่างๆหากทำการบินโดยไม่มีการจัดการก็จะมีโอกาศที่จะเกิดอุบัติเหตุทางอากาศได้ขณะที่ใช้ห้วงอากาศ
มีความต้องการระดับเพดานบินเดียวกันมีกำหนดเวลาบินเดียวกันการควบคุมและจัดการให้อากาศยานให้อากาศยานทุกลำ
เกิดความปลอดภัยได้นั้นต้องอาศัยบุคคลและอุปกรรืสื่อสารภาคพื้นเป็นเครื่องมือที่ช่วยดำเนินการอย่างเป็นระบบซึ่งเรียกว่า
การบริการควบคุมทางอากาศ (Air Traffic Control Service)
การควบคุมจราจรทางอากาศเป็นวิชาแขนงใหม่ที่มีความสำคัญยิ่งในบรรดาศาสตร์และศิลป์ของการบินในยุคปัจจุบัน เมื่อสมัย
ที่การบินยังไม่เจริญนั้น การจราจรทางอากาศก็มีน้อย การควบคุมการจรจรทางอากาศจึงไม่สำคัญและจำเป็นนัก เครื่องมือเครื่อง
ใช้สำหรับการบริการควบคุมการจราจรทางอากาศในสมัยนั้นก็มีเพียง ธงเขียว ธงแดง และผ้าขาวที่มีรูปอัคษร "T" เพื่อเป็นสัญญาณ
บอกทิศทางให้อากาศยานขึ้น-ลงก่อนปูผ้าสัญญาณ เพียงแต่ยกธงชูขึ้นบรศีรษะ ก็จะทราบได้ว่าลมพัดไปทางทิศใด แล้วจึงปูผ้าสัญญาณ
บอกทิศทางให้อากาศยานขึ้น-ลงได้ การบินในสมัยดังกล่าวนี้มักจะกระทำเฉพาะในเวลากลางวันและในเวลาที่อากาศดีเท่านั้น ต่อมาเมื่อ
การบินได้วิวัฒนาการยิ่งขึ้น การควบคุมจราจรทางอากาศจึงมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการบินทหารและพลเรือน ซึ่งการบินในสมัย
ก้าวหน้านี้ ได้กระทำกันตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน และทุกลักษณะอากาศ ไม่ว่าจะฝนตก ลมแรง หรือมีเมฆหมอกก็ตาม
โดยเฉพาะในด้านการบินพลเรือนนั่น ประเทศต่างๆได้เปิดสายการบินให้ยริการขนส่งทางอากาศทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ฉะนั้นการควบคุมจราจรทางอากาศจึงต้องกระทำด้วยวิธีการที่เหมาะสมตามแบบมาตรฐานระหว่างประเทศ เพื่อให้การจราจรทางอากาศ
ดำเนินไปด้วยความปลอกภัยรวดเร็วและเป็นระเบียบเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมจราจรทางอากาศจึงต้องมีความรู้ความสามารถและจัดเจนในหน้าที่
เพื่ออำนวยการควบคุมจราจรทางอากาศให้แก่อากาศยานได้อย่างเพียงพอ นับแต่อากาศยานเริ่มทำการบินจนถึงท่าอากาศยานปลายทาง
บริการควบคุมจราจรทางอากาศเป็นงานส่วนหนึ่งในสามงานของงานจราจรทางอากาศ(Ait Traffic Service) รัฐบาลได้
มอบหมายให้บริษัทฯเป็นผู้ดำเนินงานเมื่อ 1 กันยายน พ.ศ.2492 อันสืบเนื่องมาจากการจัดตั้งและแบ่งอาณาเขตแถลงข่าวการบิน
(Flight Information Region) ของแต่ละประเทศ ในการประชุม ICAO 1st Southeast Asia Regional Air Navigation
Meeting, New Delhi,1948 โดยมีงานด้านเส้นทางบิน(En-Epute)ส่วนงานด้านบริการสนามบิน(Terminal)ที่จัดการจราจร
ทางอากาศโดยรอบๆ แต่ละสนามบินยังเป็นงานของกรมการบินพานิชย์ กระทรวงคมนาคม และกรมการบินพลเรือน
กองทัพอากาศ ในขณะนั้น ซึ่งต่อมาได้โอนความรับผิดชอบมาให้บริษัทฯทั้งหมด
นอกจากนั้นยังมี งานแถลงข่าวการบิน(Flight Information Service)อันเป็นงานที่มีหน้าที่ให้คำแนะนำ และให้ข่าวสาร
ซึ่งเป็นประโยชณ์ต่อความปลอดภัยในการบินและให้การบินลุล่วงไปอย่างมีผลกับงานอีกสองด้านคืองานเตือนภัยการบิน
(Alerting Service)กับงานด้านค้นหาและช่วยเหลือ(Search and Rescue)อันเป็นงานที่มีหน้าที่ประสานงานกับหน่วย
งานที่เหมาะสมในกรณีที่อากาศยานต้องการความช่วยเหลือ
งานบริการควบคุมจราจรทางอากาศนับได้ว่าเป็นงานที่สำคัญแลจำเป็นที่สุดในการจัดการให้อากาศยานลำหนึ่ง
เริ่มทำการบินจนกระทั่งบินถึงท่าอากาศยานปลายทางได้เพราะเป็นงานเพื่อการป้องกันไม่ให้อากาศยานชนกันเอง
รวมถึงการป้องกันไม่ให้อากาศยานชนกับสิ่งกีดขวางทั้งในพื้นที่ปฏิบัติการและสิ่งกีดขวางอื่นในขณะทำการบิน
เช่น บอลลูน ภูเขา รถที่แล่นไปมาในพื้นที่ที่เป็นลานจอดหรือทางวิ่งเป็นต้น นอกจากนี้ยังทำให้การจราจรทางอากาศ
เกิดความคล่องตัวและเป็นระเบียบอีกด้วย
งานควบคุมการจราจรทางอากาศตามแบบมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลกในปัจจุบันแบ่งหน้าที่ออกเป็น
3 ชนิด โดยจำแนก
ตามบริเวณที่ควบคุมคือ
|
| |
|
|